มหากาพย์ “เพื่อน..กูรักเมียมึงว่ะ” ของ George Harrison และ Eric Clapton

เขียนโดย jhenneelen

ขึ้นชื่อว่าความรักความใคร่ ไม่เคยเข้าใครออกใคร ไม่ว่าจะเป็นคนดังระดับโลก หรือคนธรรมดาเดินดิน ครั้นเมื่อถลำลึกลงไปในห้วงแห่งปราถนาจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ก็พร้อมจะก้าวข้ามเส้นแห่งศีลธรรมได้ทุกเมื่อ และหนึ่งในบรรดาความรักต้องห้ามอันลือลั่นสะเทือนวงการดนตรี ที่ถูกเล่าขานกันเรื่อยมา คงหนีไม่พ้น ความรักแบบเรา 2-3 คน (นับรวมหมดอาจจะถึง 4-5) ระหว่าง George Harrison (มือกีตาร์ The Beatles), Pattie Boyd และ Eric Clapton

Harrison ได้พบกับ Boyd นางแบบสาวสุดฮอตของนิตยสาร Vogue เป็นครั้งแรก ในกองถ่ายหนังเรื่อง A Hard Day’s Night ซึ่งเธอมาเป็นนักแสดงสมทบในเรื่อง ด้วยหน้าตาอันสะสวยงามสะพรั่ง Harrison ตกหลุมรักเธอแทบจะในทันที และตัดสินใจชวนเธอไปดินเนอร์ ทว่า ถูกปฏิเสธ เพราะในเวลานั้น Boyd หมั้นหมายอยู่แล้วกับ Eric Swayne ช่างภาพคู่ใจ แต่ผ่านไปไม่นานนัก Boyd ก็ได้บอกยกเลิกหมั้น ก่อนจะกลับมาทำงานที่กองถ่ายอีกครั้ง คราวนี้เมื่อ Harrison ออกปากชวนออกเดทเป็นครั้งที่ 2 ก็ไม่มีเงื่อนไขอันใดให้เธอเอ่ยปากปฏิเสธอีกต่อไป

เมือง Kinfauns ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนมกราคม 1966 โดยมี Paul Mccartney เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว และไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่เกาะ Barbados ความรักหวานชื่นถึงขีดสุด นอกจากนั้นในเดือนกันยายน Harrison ก็ยังหนีบพาเธอไปเที่ยวที่ Bombay ประเทศอินเดีย เพื่อเยี่ยมเยียนปรมาจารย์ซีตาร์ Ravi Shankar อีกด้วย ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ Harrison ได้สนใจศาสนาฮินดูอย่างเป็นรูปธรรม จนถึงกับเข้ารีตทางจิตวิญญาณอย่างเคร่งครัดด้วยการสวดมนต์และทำสมาธิ

ปีเดียวกันนี้เองที่ Harrison ได้พาเมียคนสวยไปชมการแสดงสดของวง Cream และทำให้ Boyd ได้เจอชายหนุ่มที่ชื่อว่า Eric Clapton เป็นครั้งแรก ผ่านการแสดงสดบนเวที ซึ่ง Clapton เองก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนรักของ Harrison ในเวลาต่อมา จนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน สามารถเข้าออกบ้านของมือกีตาร์สี่เต่าทองเป็นว่าเล่น และได้พบเจอกับ Boyd บ่อยครั้งขึ้น จากเดิมที่ Clapton ไปหาเพื่อนรักเพียงเพราะอยากเสวนาเล่นดนตรีด้วยกัน ในเวลาไม่นาน เหตุผลหลักก็เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นการอยากมาเห็นหน้าเมียคนสวยของเพื่อนเสียมากกว่า

ยิ่งในปี 1968 ถึง 1969 วง Cream ถึงกาลต้องแยกย้าย Clapton ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวหนักขึ้นไปอีก เพราะเขาไม่มีทั้งครอบครัว และหญิงสาวข้างกาย ด้วยเหตุนี้จึงถือโอกาสมาซื้อแฟลตใกล้ๆ กับบ้านของ Harrison เพื่อที่จะได้แวะไปหาคนพูดคุยกลบช่วงเวลาอันเปลี่ยวเหงาเคว้งคว้าง หรือนัยหนึ่งก็คือการมาเจอ Boyd นั่นเอง แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ก็ยากที่จะหักห้ามใจ เพราะความรู้สึกของ Clapton ได้ถลำลึกก้าวข้ามเส้นของความสัมพันธ์ตามทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องมานานแล้ว และเขาเองก็ค่อนข้างหวังว่า Boyd ก็มีใจให้อยู่เหมือนกัน

นเวลาผ่านไปนานนับปี ความรักที่เก็บกดอยู่ภายใน ก็เกินจะยับยั้ง เมื่อ Clapton หลงไปอ่าน กวีนิพนธ์เปอร์เซียเรื่อง The Story of Layla and Majnun ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Layla หญิงผู้สูงศักดิ์ ที่ต้องให้แต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก ในเวลาเดียวกันนั้นก็มี Majnun ชายหนุ่มธรรมดาอีกคนหนึ่ง ที่เป็นฝ่ายหลงรักหญิงสาวนางนี้อย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ จนนำไปสู่บทสรุปของโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

เรื่องราวที่พ้องต้องกันกับสิ่งที่ Clapton กำลังเผชิญอยู่ กระแทกลงไปกลางใจอย่างจัง ทำให้เขานำมันใช้เป็นไอเดียในการทำอัลบั้ม Layla and Other Assorted Love Songs กับวงที่ตั้งขึ้นใหม่ นาม Derek & The Dominos

และสวรรค์ก็เป็นใจให้คนบาป ในคืนหนึ่ง เมื่อ Clapton ได้บังเอิญมาเจอกับ Boyd ในโรงละครเพียงลำพัง และเขาก็ได้ร้องขอให้เธอไปออกไปกับเขา เพื่อฟังงานเพลงใหม่ ซึ่งกลั่นกรองมาจากความรู้สึกที่มีต่อเธอ “เราพบกันที่แฟลตใน South Kensington ตอนนั้น Eric ขอให้ฉันมา เพราะเขาอยากให้ฟังเพลงใหม่ที่เพิ่งเขียน เขาเปิดเครื่องเล่นเทป เร่งเสียงขึ้น แล้วเล่นเพลงที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยิน มันคือเพลง Layla” Boyd เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต

จากวันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็แอบมีสัมพันธ์กันอย่างลับๆ แต่เมื่อนานวันเข้า Clapton กลับทำตรงกันข้าม เมื่อเขาพยายามแสดงออกถึงความรักที่มีต่อเธอมากขึ้นแบบไม่อยากปิดบังอีกต่อไป จน Boyd เริ่มหวาดกลัวว่าความจริงจะถูกเปิดเผย ขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดที่มีต่อ Harrison ก็เริ่มก่อตัวขึ้นจนล้นหัวใจ จนเธอต้องเลือกบอกลา ตัดจบความสัมพันธ์อันผิดพลาดครั้งนี้ลง

ผลจากการหักดิบของ Boyd ทำให้ Clapton จมดิ่งไปกับเหล้ายาจนเสียผู้เสียคน เขาหนีหายไปจากแวดวงดนตรี กระทั่งปี 1973 เพื่อนๆ ร่วมวงการทนดูสภาพอันน่าเวทนาไม่ไหวจึงช่วยกันจัดคอนเสิร์ต เพื่อดึงให้กลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง ซึ่งเขาเองก็ให้ความร่วมมือด้วยเป็นอย่างดี รวมถึงยอมไปฝังเข็มจนเลิกยาได้ในที่สุด

แม้จะสามารถเอาชนะยาเสพติด ผ่านช่วงเวลาอันตกต่ำมาได้ แต่ลึกลงไปข้างในแล้ว เขายังคงมุ่งหมายปราถนาในตัว Boyd อย่างแน่วแน่ จนในปี 1974 Clapton มีโอกาสได้ไปงานปาร์ตี้ที่บ้านของ Robert Stigwood (เจ้าของบริษัทแผ่นเสียง RSO) และทราบล่วงหน้าว่า Harrison กับ Boyd จะมางานนี้ด้วย ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะประกาศเจตนารมณ์ที่เขามีกับเมียของเพื่อนรัก George Harrison ให้เด็ดขาดเสียที ซึ่งช่วงเวลานั้นมีการนำเสนอข่าวอยู่เนืองๆ ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เริ่มไม่หวานชื่นเหมือนเก่า โดยเฉพาะจากการที่ Harrison หมกมุ่นอยู่กับวิถีแห่งฮินดู จนเริ่มละเลยเมียสาวคนสวยของตัวเอง

Clapton หาจังหวะดึง Boyd ไปคุยเป็นการส่วนตัวในสวนหลังบ้านของ Robert Stigwood แต่ไม่นานนัก Harrison ก็เริ่มสงสัยว่าเมียของเขาหายไปไหน และก็เริ่มออกตามหา “George เข้ามาแล้วถามว่า ‘Pattie อยู่ไหน?’ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครไม่มีใครกล้ายุ่ง หรือเปิดปาก เขากำลังจะออกไปแล้ว ก่อนที่เขาจะหันมาเห็นฉันกับ Eric ที่กำลังอยู่ในสวน” Boyd เล่า “จากนั้นก็เข้ามาและถามด้วยเสียงดังลั่นว่า ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น’ แล้ว Eric ก็บอกว่า ‘ฉันคิดว่าเคยบอกนายแล้วนะเพื่อน ฉันตกหลุมรักเมียของนายว่ะ’ มันเป็นสถานการณ์ที่ฉันไม่อยากอยู่ตรงนั้น หรือตายเสียเดี๋ยวนั้นไปเลยจะดีกว่า George โมโหเอามากๆ ก่อนเขาจะหันมาหาฉันแล้วพูดว่า ‘เออดี งั้นคุณจะไปกับเขา หรือมากับผมล่ะ’”

ด้วยความมุทะลุจริงจังที่มี Clapton คาดหวังว่า Boyd จะเลือกอยู่กับเขา แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เธอเดินคอตก กลับบ้านไปพร้อมกับ Harrison ซึ่งเป็นภาพที่เสียดแทงหัวใจของเทพกีตาร์สโลว์แฮนด์อย่างรุนแรง จนทำให้เขากลับไปเป็นขี้เมาอีกรอบ และความเมาครั้งนี้ก็นำไปสู่การดวลกีตาร์กันอย่างถึงพริกถึงขิงของสองตำนาน เมื่อหลายวันจากนั้น Clapton ที่อยู่ในสภาพมึนเมา ได้ดิ่งตรงมายังบ้าน Harrison เพื่อขอท้าดวล

“George ส่งกีตาร์ กับแอมป์ให้เขาเยี่ยงสุภาพบรุษแห่งศตวรรษที่ 18 ส่งดาบให้กับคู่ต่อสู้ และทั้งสองฝ่ายก็ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง สู้รบกันผ่านเสียงกีตาร์ โดยไม่มีใครพูดอะไรสักคำ” Boyd สาวผู้เป็นเหตุแห่งศึกครั้งนี้เล่าต่อ “และในท้ายที่สุด แม้จะไม่มีใครพูดอะไร แต่ในความรู้สึกของฉันแล้ว เหมือนทุกคนในที่นั้นรู้ดีว่า Eric คือผู้ชนะ เขาพยายามไม่ใช้อารมณ์ หรือไปเล่นตามทักษะที่ George ถนัด แม้ว่าจะอยู่ในสภาพของคนเมา แต่การเล่นกีตาร์ของ Eric นั้นก็ยากที่จะมีใครโค่นได้”

อย่างไรก็ตาม บทสรุปความรักของทั้ง 3 คน ไม่ได้สิ้นสุดลงจากการดวลแต่อย่างใด หากแต่มันได้สิ้นสุดลงจากเหตุที่ Boyd มาจับได้ว่าแท้ที่จริง Harrison ก็แอบไปเล่นชู้กับ Maureen เมียของ Ringo Starr (มือกลอง The Beatles) จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายในวังวนความรักครั้งนี้ “Ringo ไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นลับหลัง จนฉันโทรไปบอกเขา ‘คุณไม่สงสัยเลยหรือว่าทำไมเมียคุณถึงไม่กลับบ้านคืนนี้? นั่นเพราะว่าเธอนอนอยู่ที่นี่ไง!’ แล้ว Ringo ก็แทบบ้าขึ้นมาทันที” Pattie Boyd เล่ากับหนังสือพิมพ์ Daily Mail และจากนั้นเธอก็เดินหน้าต่อกับ Clapton ได้อย่างสบายใจ

ขณะที่ Harrison เองก็ไม่ได้ยี่หระเท่าไหร่นักที่ต้องสูญเสียเธอไป เพราะในเวลานั้นเขาเองก็เริ่มอินเลิฟกับ Olivia Trinidad Arias เลขาของค่ายเพลง หลังทำเรื่องหย่าร้างกันเสร็จสิ้น Harrison ก็ไปเริ่มต้นครอบครัวใหม่กับ Olivia ในปี 1978 และอยู่ด้วยกันจนวาระสุดท้าย ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน 1 คน คือ Dhani Harrison

ส่วนปีถัดมา ข้างฝ่าย Eric Clapton ก็ได้ฤกษ์แต่งงานกับ Pattie Boyd อย่างที่คาดหวังไว้ หลังผ่านมรสุมรักมาอย่างยาวนาน Clapton ยังแต่เพลงให้กับเธออีกหลายเพลง หนึ่งในนั่นคือ “Wonderful Tonight” เพลงอมตะที่มีคนชื่นชอบมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี ความรักของพวกเขาหวานชื่นอยู่ได้เพียงแค่ 6 ปี ปัญหาก็เริ่มตามมา เมื่อ Clapton หันไปติดเหล้าอย่างหนัก แถมยังแอบนอกใจไปมีหญิงอื่นอีกหลายคน โดยอ้างว่าเป็นเพราะ Boyd ไม่สามารถมีลูกให้เขาได้ จนที่สุดความรักของทั้งคู่ก็สะบั้นลงในปี 1984 ก่อนจะหย่าขาดจากกันในปี 1989

ซึ่งระหว่างที่แยกกันอยู่นั้น ช่วงปี 1985 Clapton ได้ไปมีความสัมพันธ์กับ Yvonne Khan Kelly จนมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อ Ruth ก่อนจะตามมาด้วยการคบหากับนางแบบสาวชาวอิตาเลียน Lory Del Santo ในปี 1986 และมีลูกอีกหนึ่งคนชื่อ Conor ทว่า เมื่ออายุได้ 4 ขวบ Conor ก็พลัดตกลงมาจากแฟลตชั้นที่ 53 เสียชีวิต กลายเป็นที่มาของเพลง “Tears in Heaven” ความไพเราะกินใจของเพลงนี้ ถึงกับทำให้เขาคว้ารางวัลแกรมมี่ ไปครอง

ครั้นเมื่อความโศกเศร้าเลือนหายไป Clapton พบรักใหม่ และแต่งงานอีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2002 กับ Melia McEnery ทั้งคู่มีลูกสาวร่วมกันอีก 3 คน ส่วนข้างฝ่าย Pattie Boyd หลังหย่ากับ Clapton ก็ไปคบหากับ Rod Weston นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ชีวิตรักของทั้งคู่ยืนยาว และเพิ่งแต่งงานกันเมื่อปี 2015 ปิดตำนานมหากาพย์ความรักสามเส้า ที่กินเวลากว่า 2 ทศวรรษ ลงโดยสมบูรณ์